Mr. John & his family

J@de Ornament : เติมความ Romantic ให้ชีวิต ที่ “SORRENTO Thailand @ Ranong” by The Blue Sky
Post Date: 24 Nov 2010

คำทักทาย

              ต่อเนื่องจากกระทู้ก่อนหน้านี้ The Blue Sky Resort @ Koh Payam ที่แฮ้งก์ไปถึงสองครั้งสองครา ทำเอาเจ้าของกระทู้ท้อแท้ไปวูบใหญ่ หวังว่ากระทู้นี้จะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำซ้อนเช่นนั้นอีก

              และจากกระทู้ที่แล้ว ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าได้ถูกความสวยงามของรีสอร์ทอีกแห่งหนึ่งบนฝั่งระนองดึงดูดไว้ให้ต้องยอมสละตั๋วโดยสารขากลับ เพื่อแลกกับการที่จะได้สัมผัสบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติกของรีสอร์ทแห่งนี้ให้ได้สักคืน SORRENTO Thailand by the Blue Sky ว่าแล้วก็ตามไปสัมผัสกับความสวยงามภายใต้ Concept “Romantic & Hideaway” ด้วยกัน

Note:

The Blue Sky Resort @ Koh Payam
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9950599/E9950599.html

เหตุที่เราได้มีโอกาสมาเยือนรีสอร์ทที่เพิ่งเปิดใหม่ได้เพียงไม่นานแห่งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่เราได้ไปพักผ่อนที่ The Blue Sky Resort บนเกาะพยาม โดยขากลับหลังจากข้ามเรือมาถึงฝั่งเมืองระนองแล้ว คุณเค-เจ้าหน้าที่ของทางรีสอร์ทได้เดินทางมารับเราไปพักผ่อนเพื่อรอเวลาขึ้นรถโดยสารกลับกรุงเทพฯ ในรอบ 20:00 น. ซึ่งสถานที่ที่คุณเคนำพวกเราไปก็คือ “SORRENTO Thailand @ Ranong” แห่งนี้นี่เอง

SORRENTO เป็นรีสอร์ทน้องใหม่ภายใต้ชื่อของ The Blue Sky Resort บนเกาะพยามที่เปิดนำร่องไปก่อนหน้านี้และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่คอนเซ็ปต์ของ SORRENTO จะแตกต่างออกไป โดยเน้นไปที่ความหรูหรา โรแมนติก และเงียบสงบ หลีกหนีจากความวุ่นวายของสังคมเมือง

เมื่อไปถึงที่ SORRENTO ก็ได้พบกับคุณชาติอีกครั้ง ทั้งคุณชาติและเจ้าหน้าที่สาวๆ ที่น่ารักก็นำพวกเราเดินชมความงามภายในรีสอร์ท โดยเริ่มจากการเปิดห้องพัก Seaview Suite ซึ่งเป็นห้องพักที่ดีที่สุดให้พวกเราได้ชมกัน

Seaview Suite เป็นห้องพักที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนห้องนอน และห้องนั่งเล่น

มีประตู้กั้นแบ่งระหว่างห้องทั้งสอง

ภายในห้องนอนขนาดกำลังพอเหมาะ ส่วนหน้าต่างบานเล็กที่เห็นนั่นคือหน้าต่างห้องน้ำ

ในห้องน้ำมีประตูและหน้าต่างอย่างละสองบาน บานนึงเปิดได้จากได้ห้องนอนและอีกบานเปิดเข้าออกได้จากฝั่งห้องนั่งเล่น

ขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมว่า.. ในห้องน้ำมีประตูทั้งหมด 3 บาน อีกหนึ่งบานอยู่ทางด้านขวามือซึ่งตกเฟรมของกล้องไปทำให้เจ้าของกระทู้ลืม และเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าประตูห้องน้ำมี 3 บานนี่นา~ โดยบานที่ 3 นี้สามารถเปิดเข้า-ออกได้จากด้านหน้าห้องพัก sea view suite ได้โดยตรงเลย

ด้านหน้าห้องมีเตียงรูปหัวใจเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่จะพากันมานอนชมวิวภูเขาเคล้าเสียงคลื่น

หรือนอนมองฟ้า ชวนกันคว้าดาวยามค่ำคืน

จากนั้นคุณชาติและสาวๆ พาพวกเราไปชมจุดชมวิวที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ คือบริเวณที่เป็น Hub ที่ถูกสร้างยื่นออกไปในทะเล สามารถชมวิวแบบพาโนราม่าแบบสุดลูกหูลูกตา

ภาพที่เห็น เป็นสะพานไม้ที่นำเราไปสู่ Hub กลางทะเล

จาก Hub เราสามารถมองย้อนกลับมาที่ฝั่งรีสอร์ท มองเห็นห้องพักแต่ละห้องซึ่งทุกห้องล้วนสามารถมองเห็นวิวทะเลและทิวเขาฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน

ทิวทัศน์ยามเย็นที่เราสัมผัสไปสักครู่ที่ว่าสวยงามแล้ว เมื่อได้เห็นสีสันยามพลบค่ำเช่นนี้ยิ่งดึงดูดให้พวกเราเริ่มสับสนถึงการเดินทางกลับของเราในคืนนี้ เพราะมันเป็นความสวยงามที่น่าค้นหาซะจริงๆ

แม้เวลาออกเดินทางจะจวนเจียนใกล้เข้ามาเต็มที แต่พวกเราต่างรีรอไม่อยากให้เวลานั้นมาถึง บรรยากาศของที่นี่มันแปรเปลี่ยนไปตามห้วงเวลาที่เดินไปทุกขณะ

แสงสียามเย็นของท้องฟ้าและท้องทะเล บวกกับแสงไฟจากฝั่งประเทศพม่าที่อยู่ตรงหน้าช่างเป็นบรรยากาศที่แสนโรแมนติก

ทั้งที่พวกเราตั้งหน้าจะกลับออกจากรีสอร์ทแล้ว แต่เมื่อหันหลังกลับไปมองก็รู้สึกเสียดายที่จะต้องทิ้งโอกาสในการสัมผัสกับสถานที่แห่งนี้ให้ได้มากกกว่านี้

บริเวณ Lobby ที่เราเห็นเมื่อช่วงเย็น ครั้นเมื่อเรากลับขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าบรรยากาศดูสวยขึ้นกว่าเดิมซะอีก

มาถึงตอนนี้ พวกเราตัดสินใจไม่กลับกันแล้วกรุงเทพฯ ขออยู่ต่อเพื่อซึมซับบรรยากาศที่นี่ให้ชุ่มปอดเสียดีกว่า เพราะโอกาสที่จะเดินทางมาถึงจังหวัดระนองคงจะไม่ได้มีบ่อยนักสำหรับพนักงานทำงานกินเงินเดือนที่แทบจะหาเวลาว่างตรงกันไม่ได้สักเท่าไหร

เปลญวนท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืน ถ้าไม่กลัวว่าจะโดนยุงหามหรือตากน้ำค้างจนป่วยซะก่อน ก็คงจะขอนอนไกวเล่นสักพัก

ทั้งนี้ทั้งนั้นในวันที่พวกเราเดินทางมาถึงนี้ พวกเราได้มีโอกาสพบกับคุณวิรัตน์ เจ้าของโครงการ The Blue Sky Resort ทั้งสองแห่ง และกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการแห่งที่สามในหัวหิน ซึ่งมีกำหนดการใกล้จะเปิดตัวในเวลาอันใกล้นี้ และเนื่องจากห้องพักในโซน Seaview ยังไม่สามารถเข้าพักได้ทั้งหมด อีกทั้งห้องอื่นๆ ยังมีกลุ่มของคณะผู้ออกแบบโครงการพักค้างอยู่ คุณวิรัตน์จึงกรุณาสละห้องพักให้พวกเรา โดยคุณวิรัตน์ย้ายไปพักในโซน Forest View แทน… ขอขอบคุณคุณวิรัตน์ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ห้องที่พวกเราได้เข้าพักในคืนนี้ เป็นห้องพักประเภท Seaview Deluxe การตกแต่งในห้องนอนไม่แตกต่างจากห้องนอนของ Seaview Suite แต่จะไม่มีในส่วนของห้องนั่งเล่นอยู่ด้วย

กลอนประตูห้องน้ำเป็นสลักไม้แบบโบราณ

หน้าต่างห้องน้ำสามารถเปิดออกให้เห็นบริเวณห้องนอน สำหรับคู่รักที่อาจจะอยากสร้างบรรยากาศโรแมนติกกันสักหน่อย

ขวดแชมพู สบู่ ฝักบัวทั้งแบบ Shower ธรรมดาและแบบ Rain Shower เหมือนกับที่ The Blue Sky บนเกาะพยาม


ด้านหน้าประตูห้องน้ำกับราวตากผ้าที่เวลาหยิบใช้ต้องระมัดระวังซักนิดไม่งั้นอาจจะหล่นลงมาทับหัวแม่โป้งเท้าได้

ที่ระเบียงห้องพักมีโซฟาทรงกลมขนาดใหญ่ให้ได้เอกเขนกฟังเสียงลมเคล้าเสียงคลื่น

ทิวทัศน์ด้านนอกมองเห็นท้องทะเลและทิวเขาฝั่งพม่าเป็นฉากหลัง คุณวิรัตน์เล่าว่าในบางครั้งฝั่งพม่าก็เลือนหายไปเมื่อเวลาที่ฟ้าเริ่มขมุกขมัว แล้วอีกสักพักหลังฝนซาฝั่งพม่าก็จะปรากฎขึ้นอีกครั้ง และพวกเราก็ได้เห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ นอกจากนี้ในยามที่ท้องฟ้าสดใส แสงแดดยังส่องลงบนทิวเขาให้ได้เห็นสีเขียวชะอุ่มเด่นชัดชุ่มชื่นสบายตา ในขณะที่ยามค่ำคืนก็ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟเรียงรายสวยงาม

เมื่อยามเช้ามาถึง พวกเราไม่รอช้าเร่งรุดไปรับประทานอาหารเช้ากันทันที พวกเรามีโอกาสได้ลิ้มลองฝีมือรสชาติอาหารของเชฟที่นี่สามมื้อ คือมื้อค่ำของเมื่อคืนนี้ และมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงของอีกวัน บอกได้ว่ารสมือถูกลิ้นพวกเราเป็นอย่างดี เสียดายที่ไม่ค่อยได้เก็บภาพอาหารมาเท่าไหร่นัก เพราะเมื่ออาหารมาถึงเราก็เสริฟลงท้องกันทันที

อาหารเช้าที่เราเลือกรับประทานวันนี้เป็นข้าวต้มกุ้งร้อนๆ กับเมนู English Breakfast ภาพที่เห็นนี้เป็นเมนู English Breakfast ที่อร่อยไม่เบาและหนักท้องกำลังดี เสริฟพร้อมกับกาแฟหรือโอวัลตินหนึ่งแก้ว และน้ำส้มอีกหนึ่งแก้ว

วันนี้เรามีเวลาว่างทั้งวันจนกว่าจะถึงเวลาออกเดินทาง ซึ่งคุณบีได้เป็นธุระจัดแจงเรื่องตั๋วโดยสารใบใหม่ให้กับพวกเราเป็นที่เรียบร้อย ขอบคุณมากนะคะ…

ภายใน Lobby and Restaurant ตกแต่งในลักษณะสูงโปร่ง แลดูหรูหราด้วย Chandelier ดีไซน์คล้ายกรงนก

บานประตูที่เปิดโล่งทำให้มีลมโกรกเย็นสบายตลอดเวลา

ภาพถ่ายอาจจะดูเยอะซักหน่อย เพราะสถานที่ที่นี่เรียกได้ว่าสวยงามแทบจะทุกมุมมอง

ถือซะว่าเดินเยี่ยมชมรีสอร์ทแห่งนี้ผ่านเลนส์ไปพร้อมๆ กับพวกเราแล้วกันนะคะ

โต๊ะอาหารไม่ได้มีแค่เพียงด้านในอาคารเท่านั้น

แต่ยังมีอยู่ด้านนอกทั้งฝั่งซ้ายและขวาของอาคารด้วย

เปลญวนที่เราเห็นเมื่อคืนนี้

ถูกขึงอยู่ในมุมที่สามารถนอนสูดกลิ่นต้นไม้ใบหญ้าและดื่มด่ำวิวทะเลไปพร้อมๆ กัน

เปลญวนอีกผืนบริเวณบาร์ข้างสระน้ำ

และเนื่องจากที่ตั้งของรีสอร์ทแห่งนี้มีลักษณะเป็น Rocky Beach ที่เต็มไปด้วยโขดหิน ไม่มีหาดทรายที่เหมาะสำหรับการลงเล่นน้ำ จึงถูกทดแทนด้วยสระว่ายน้ำแบบ Infinity-Edge ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กนัก

ด้วยความเป็นสระแบบ Infinity-Edge ทำให้เมื่อทิ้งตัวลงในสระน้ำแล้ว ขอบสระจะถูกกลืนไปกับผืนน้ำทะเลอย่างกลมกลืน

เช้านี้ฟ้าโล่งให้เราได้ถ่ายภาพเพียงแค่ชั่วครู่ทั่วนั้น แหงนมองเริ่มเห็นเมฆจับตัวเป็นกลุ่มก้อนเต็มท้องฟ้า

สีสันของท้องฟ้าและสระน้ำไม่สดใสอย่างในตอนแรก

ต้นมะพร้าวที่โผล่พ้นขอบสระขึ้นมานี้ แม้จะมองดูสวยงามสดชื่นดี แต่ก็แอบรู้สึกไม่ได้ว่าเกะกะสายตาในบางครั้ง โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องการถ่ายภาพออกมาให้เน้นถึงความเป็น Infinity-Edge ของสระน้ำนี้

เตียงริมสระดีไซน์เก๋น่านอน

มุมมองจากอีกด้านของสระน้ำ

ในที่สุดฝนก็เริ่มเทลงมาอีกครั้ง

หลังฝนซาได้บรรยากาศชุ่มฉ่ำของผืนหญ้าอีกรสชาตินึง

มองย้อนกลับไปที่ Lobby

จากอีกมุมหนึ่ง

ทางลงจากสระน้ำเพื่อไปยัง Hub กลางทะเล

เช้านี้น้ำลดลงไปเยอะมาก

Hub นี้ดูด้วยตาอาจจะรู้สึกว่ามีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่เมื่อลงไปยืนอยู่จริงๆ แล้วถือว่าค่อนข้างกว้างขวางพอสมควร

คุณวิรัตน์มีแนวคิดที่จะใช้ Hub เป็นที่จัดปาร์ตี้ขนาดย่อมสามารถรองรับได้ประมาณ 15-20 คน หรือใช้เป็นสถานที่สำหรับสร้างบรรยากาศโรแมนติกให้กับคู่รักที่ต้องการขออีกฝ่ายหนึ่งแต่งงาน ซึ่งเมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศพลบค่ำของที่นี่แล้วเรียกได้ว่าสนับสนุนความคิดนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

แต่แล้วเมื่อหมดแสงของวันนี้ ก็เป็นเวลาที่เราต้องกลับบ้านกันจริงๆ สักที

หากมีโอกาสแล้วลองไปสัมผัสกับบรรยากาศแบบ SORRENTO เมืองไทย ด้วยตัวคุณเองดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความ Romantic & Hideaway ของที่นี่พร้อมจะเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างความประทับให้คุณได้อย่างลงตัว